ปญฺญาชีวึ ชีวิตมาหุ เสฏฐํ
ชีวิตที่เป็นอยู่ด้วยปัญญา เป็นชีวิตที่ประเสริฐ
09
Aug

ขอเชิญสักการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ

พระบรมสารีริกธาตุ

พระบรมสารีริกธาตุ เป็นพระอัฐิธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่โทณพราหมณ์ได้รับมอบหมายจากกษัตริย์แห่งเมืองกุสินารา ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ให้เป็นผู้ทำหน้าที่แบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้กับกษัตริย์หรือเจ้าเมือง ๘ เมืองด้วยกัน ประกอบด้วย

๑. พระเจ้าอชาตศัตรู เมืองราชคฤห์

๒. กษัตริย์ลิจฉวี เมืองเวสาลี

๓. กษัตริย์ศากยะ เมืองกบิลพัสดุ์

๔. กษัตริย์โกลิยะ เมืองรามคาม

๕. กษัตริย์ถูลี เมืองอัลลกัปปะ

๖. กษัตริย์มัลละ เมืองปาวา

๗. มัลละกษัตริย์ เมืองกุสินารา และ

๘. พราหมณ์ผู้ครองเมืองเวฏฐทีปะ  นอกจากนี้ ก็ได้มอบพระอังคารของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแก่กษัตริย์โมริยะ เมืองปิปผลิวัน ซึ่งได้ส่งราชทูตมาขอรับภายหลังที่พระสรีระได้จัดแบ่งให้กับกษัติรย์หรือเจ้าเมืองต่างๆ ไปแล้ว ส่วนโทณพราหมณ์ ก็ได้ขอรับทะนานตวง (ตุมพะ) พระสรีระจากที่ประชุมกษัตริย์หรือเจ้าเมือง

 

ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระองค์ตรัสกับพระสาวกทั้งหลาย เรื่อง การสร้างวัตถุมงคลแทนพระพุทธองค์ น้อมถวายเป็นพุทธบูชา เรียกว่า อุทเทสิกเจดีย์ การสร้างพระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุเรียกว่า ธาตุเจดีย์ สถานที่ประสูติตรัสรู้ แสดงปฐมธรรมเทศนา และปรินิพพาน ที่เหล่าพุทธสาวกทั้งหลายควรเดินทางไปปลงธรรมสังเวช เรียกว่า บริโภคเจดีย์ พระธรรมและวินัยที่พระองค์ทรงแสดงไว้ เรียกว่า ธรรมเจดีย์  พระสาวกทั้งหลายในกาลข้างหน้า สักการบูชาเจดีย์ทั้ง ๔ แห่งก็เสมือนหนึ่งได้สักการะบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อศตวรรษที่ ๑๙ นักโบราณคดีชาวอังกฤษชื่อ เซอร์คันนิ่งแฮม และนายวิลเลี่ยม แคลกซ์ตัน เปปเป ได้ทำการสำรวจแหล่งโบราณสถานที่ตำบลปิราห์วะ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองบัสดิ อันเป็นที่ตั้งกรุงกบิลพัสดุ์ สมัยพุทธกาล ได้พบท่อกลมก่อด้วยอิฐปากกว้างราว ๒ คืบ จึงขุดตามท่อกลมนั้นลงไป ได้พบศิลาสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ทำจากหินทราย ๑ หีบ ภายในหีบศิลามีผอบศิลา ๓ ผอบกับหม้อแก้ว ๑ หม้อ เต็มไปด้วยสิ่งของ เงิน ทอง เพชร พลอย และเครื่องประดับต่าง ๆ มากมาย เช่น รูปเครื่องหมายพระรัตนตรัย ใบไม้ และ นก นอกจากนั้น ยังมีแผ่นทองคำตีตราเป็นสัญลักษณ์ต่างๆ ด้วย แต่สิ่งที่ทำให้มิสเตอร์เปปเป เกิดความตื่นเต้นมากที่สุด คือ ภายในหีบศิลาหินทรายมีผอบบรรจุอัฐิธาตุประมาณสักฟายมือหนึ่ง (One handful) และที่ผอบใบที่บรรจุอัฐธาตุนั้น มีข้อความจารึกด้วยอักษรพราหมีโบราณ อันเป็นภาษาที่ใช้มาก่อนพุทธกาล

จากการตรวจสอบจารึกพบว่า เป็นอักษรโบราณมีอายุมากกว่า ๓๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช คือ เป็นภาษาที่จารึกมาแล้วประมาณ ๒๑๙๘ ปี ก่อนการขุดพบซึ่งเก่ากว่าภาษาที่ใช้จารึกในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชที่ขุดพบมาแล้ว  นักภาษาศาสตร์เชื่อว่า น่าจะเป็นภาษาที่ใช้ในสมัยที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ หรือหลังจากนั้นก็ไม่น่าจะเกินพุทธศตวรรษที่ ๒-๔ ข้อความจารึกที่ผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุแปลความได้ว่า “ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้านี้ เป็นของตระกูลศากยราช ผู้มีเกียรติงาม กับพระภาดา พร้อมทั้งพระภคินี พระโอรส และพระชายา สร้างขึ้นอุทิศถวายไว้”

รัฐบาลอังกฤษซึ่งปกครองประเทศอินเดียอยู่ในขณะนั้น จึงได้ทูลเกล้าถวายพระบรมสารีริธาตุที่ขุดพบแด่สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นกษัตริย์เพียงพระองค์เดียวในโลกที่ทรงทำนุบำรุงยกย่องพระพุทธศาสนาพร้อมทั้งขอพระราชทานให้พระองค์ทรงเป็นผู้แจกแบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้แก่ประเทศพม่า ศรีลังกา รัสเซียและญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่นับถือเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาสืบต่อไป

สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานแต่งตั้งให้มหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยายมราช ซึ่งสมัยนั้นดำรงตำแหน่งเป็นพระยาสุขุมนัยวินิต เป็นหัวหน้าคณะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศอินเดียมาสู่ประเทศไทย เมื่อพระยาสุขุมนัยวินิตได้ถวายพระบรมสารีริกธาตุแด่สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อนำไปแจกแบ่งแก่ประเทศต่างๆและนำไปประดิษฐานยังพระเจดีย์บรมบรรพต(ภูเขาทอง) วัดสระเกศแล้ว สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานห่อผ้าที่ใช้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุแก่พระยาสุขุมนัยวินิตเพื่อเป็นที่ระลึกในเหตุการณ์สำคัญครั้งนี้ ซึ่งต่อมาได้เกิดเหตุอัศจรรย์มีแสงเรืองรองออกมาจากห้องที่เก็บห่อผ้านั้น เมื่อเข้าไปดูก็พบว่ามีพระบรมสารีริกธาตุตกค้างอยู่ในห่อผ้า พระยาสุขุมนัยวินิตจึงได้นำไปถวายคืนแก่สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่พระองค์ยืนยันว่าได้นำพระบรมสารีริกธาตุทั้งหมดออกมาด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เองจนหมดแล้ว จึงได้พระราชทานอนุญาตให้พระยาสุขุมนัยวินิตเก็บพระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เหลืออยู่นั้นไว้สักการบูชาเป็นสมบัติประจำตระกูลสืบไป

          ในโอกาสที่วัดนายโรงได้รับการมอบถวายพระบรมสารีริกธาตุจากคณะกรรมการดูแลพระบรมสารีริกธาตุ โดยมี เจ้าประคุณพระวัสกาดูเว่ มหินทวงศ์ พระมหานายกะ ประมุขสงฆ์สูงสุดนิกาย อมรปุระ และเจ้าอาวาสวัดทีปทุตตมาราม ประเทศศรีลังกา เพื่อให้นำมาประดิษฐานไว้ ณ วัดนายโรง เป็นการถาวร เมื่อวันที่ ๑๓-๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ เนื่องในปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญพระชนมายุ ครบ ๘๖ พรรษา ปวงชนชาวไทยได้น้อมเกล้าถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน และเพื่อพุทธศาสนิกชนทั่วไปได้เคารพสักการะพระบรมสาริกธาตุ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

ฟังวิทยุออนไลน์ FM. 94.75