ข้อบังคับมูลนิธิหลวงปู่รอด

หมวดที่ ๑ ชื่อ เครื่องหมาย และสำนักงานที่ตั้ง

ข้อ ๑ มูลนิธินี้ชื่อว่า  “มูลนิธิหลวงปู่รอด” อักษรย่อว่า “ม.ป.ร.” เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Luangpoorod Foundation อักษรย่อว่า “LRF”

ข้อ ๒ เครื่องหมายของมูลนิธินี้ คือ รูปอักษร “ร”  แสดง อยู่ภายในวงรี บนยอดอักษร “ร”  เป็นรูปชฎา  ที่ฐานอักษร “ร”  เป็นรูปพานทองรองรับ  โดย อักษร “ร” หมายถึง ชื่อย่อของหลวงปู่รอด พระวิปัสสนาจารย์ และอดีตเจ้าอาวาสรูปที่ ๒ ของวัดนายโรง  รูปชฎาบนยอดอักษร “ร” หมายถึง สัญลักษณ์วัดนายโรง รูปพานทอง หมายถึง ฐานรองรับและการสืบสานอุดมการณ์ของหลวงปู่รอด และเจ้ากลับ ผู้ก่อตั้งวัดนายโรง เพื่อเป็นการศึกษา ปฏิบัติ และการเผยแผ่ธรรมะสู่สังคม  ตามรูปที่ปรากฏด้านล่างนี้

ข้อ ๓ สำนักงานของมูลนิธิ ตั้งอยู่ที่อาคารหอพระไตรปิฎกวัดนายโรง ถนนบรมราชชนนี  ซอย @๕ แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

หมวดที่  ๒ วัตถุประสงค์

ข้อ ๔ วัตถุประสงค์ของมูลนิธิ เพื่อ

๔.๑ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการเผยแผ่ธรรมะทางวิทยุกระจายเสียง สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อประเภทต่าง ๆ
๔.๒ เพื่อบำรุงการศึกษา การวิจัย และการปฏิบัติธรรมของพระภิกษุ สามเณร และคฤหัสถ์
๔.๓ เพื่อบูรณะและปฏิสังขรณ์ศาสนสถานของวัดนายโรง
๔.๔ เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลพระภิกษุ สามเณร และศิษย์วัดของวัดนายโรง
๔.๕ เพื่อทำนุบำรุงและส่งเสริมการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปะ วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีของชาติ
๔.๖ ดำเนินการหรือร่วมมือกับองค์การการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์
๔.๗ ไม่ดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด

หมวดที่ ๓ ทุนทรัพย์ ทรัพย์สิน และการได้มาซึ่งทรัพย์สิน

ข้อ ๕ ทรัพย์สินของมูลนิธิ มีทุนเริ่มแรก คือเงินสดจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท(สองแสนบาทถ้วน)

ข้อ ๖ มูลนิธิ อาจได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยวิธี ต่อไปนี้

๖.๑ เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้ยกให้โดยพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่น ๆ โดยมิได้มีเงื่อนไขผูกพันให้มูลนิธิต้องรับผิดชอบในหนี้สินหรือภาระติดพันอื่นใด
๖.๒ เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้
๖.๓ ดอกผลซึ่งเกิดจากทรัพย์สินของมูลนิธิ
๖.๔ รายได้อันเกิดจากการจัดกิจกรรมซึ่งอยู่ภายในกรอบวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ

หมวดที่ ๔ คุณสมบัติ และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ

ข้อ ๗ กรรมการของมูลนิธิ ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

๗.๑ มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์
๗.๒ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ
๗.๓ ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ

ข้อ ๘ กรรมการของมูลนิธิ พ้นจากตำแหน่งเมื่อ

๘.๑ ถึงคราวออกตามวาระ
๘.๒ ตายหรือลาออก
๘.๓ ขาดคุณสมบัติตามข้อบังคับ ข้อ ๗
๘.๔ เป็นผู้มีความประพฤติและปฏิบัติตนเป็นที่เสื่อมเสีย และคณะกรรมการมูลนิธิมีมติให้ออก โดยมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของคณะกรรมการมูลนิธิที่เข้าประชุม

หมวดที่ ๕ การดำเนินงานของคณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๙ มูลนิธินี้ ดำเนินงานโดยคณะกรรมการมูลนิธิ มีจำนวนอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า ๕ รูปหรือคน อย่างมากไม่เกิน ๑๙ รูปหรือคน

ข้อ ๑๐ คณะกรรมการของมูลนิธิ ประกอบด้วย ที่ปรึกษา ประธานกรรมการมูลนิธิ รองประธานกรรมการมูลนิธิ เลขานุการมูลนิธิ เหรัญญิก และกรรมการอื่น ๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควร ตามข้อบังคับ ข้อ ๙

ข้อ ๑๑ วิธีเลือกตั้งคณะกรรมการมูลนิธิ ให้ปฏิบัติ ดังนี้
ให้คณะกรรมการมูลนิธิชุดที่ดำรงตำแหน่งอยู่ เลือกประธานกรรมการมูลนิธิและกรรมการอื่น ๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควร ตามข้อบังคับ ข้อ ๙

ข้อ ๑๒ กรรมการมูลนิธิ อยู่ในตำแหน่งคราวละ ๔ ปี นับแต่วันที่มีคำสั่งแต่งตั้ง

ข้อ ๑๓ การแต่งตั้งคณะกรรมการมูลนิธิ ให้ถือเสียงข้างมากหรือเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๑๔ กรรมการมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับเลือกเข้าเป็นกรรมการมูลนิธิ ได้อีก

ข้อ ๑๕ ในกรณีที่กรรมการของมูลนิธิพ้นจากตำแหน่งถึงคราวออกตามวาระ ให้กรรมการของมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งถึงคราวออกตามวาระ ปฏิบัติหน้าที่กรรมการของมูลนิธิต่อไป จนกว่ามูลนิธิจะมีคำสั่งแต่งตั้งกรรมการขึ้นมาทดแทน

หมวดที่ ๖ อำนาจหน้าที่คณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๑๖ คณะกรรมการมูลนิธิ มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการของมูลนิธิ ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิและภายใต้ข้อบังคับ ให้มีอำนาจหน้าที่ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

๑๖.๑ กำหนดนโยบายของมูลนิธิ และดำเนินการตามนโยบายนั้น
๑๖.๒ ควบคุมการเงินและทรัพย์สินต่าง ๆ ของมูลนิธิ
๑๖.๓ เสนอรายงานกิจการ รายงานการเงิน และบัญชีงบดุล รายได้ รายจ่าย ต่อกระทรวงมหาดไทย
๑๖.๔ ดำเนินการให้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ และวัตถุประสงค์ของข้อบังคับนี้
๑๖.๕ ตราระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินการของมูลนิธิ
๑๖.๖ แต่งตั้งหรือถอดถอนคณะอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง หรือหลายคณะเพื่อดำเนินการเฉพาะอย่างของมูลนิธิ ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการมูลนิธิ
๑๖.๗ เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ หรือบุคคลที่ทำประโยชน์ให้มูลนิธิเป็นพิเศษ เป็นกรรมการกิตติมศักดิ์
๑๖.๘ เชิญผู้ทรงเกียรติ เป็นผู้อุปถัมภ์มูลนิธิ
๑๖.๙ เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมมูลนิธิ
๑๖.๑๐ การแต่งตั้งหรือถอดถอนเจ้าหน้าที่ประจำของมูลนิธิ ต้องเป็นมติเสียงข้างมากหรือเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุม
๑๖.๑๑ การแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการตามข้อ ๑๖.๗, ๑๖.๘ และ ๑๖.๙ ต้องเป็นมติเสียงข้างมากหรือเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุม

ข้อ ๑๗ ประธานกรรมการมูลนิธิ มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

๑๗.๑ เป็นประธานของการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
๑๗.๒ สั่งเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ บุคคลภายนอก หรือการลงลายมือชื่อในเอกสารข้อบังคับหรือสรรพหนังสืออันเป็นหลักฐานของมูลนิธิ เมื่อประธานกรรมการมูลนิธิ หรือ กรรมการมูลนิธิผู้ได้รับมอบหมายให้ทำการแทน ได้ลงลายมือชื่อแล้วจึงเป็นอันใช้ได้

ข้อ ๑๘ ให้รองประธานกรรมการมูลนิธิทำการแทนประธานกรรมการมูลนิธิ เมื่อประธานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือในกรณีที่ประธานมอบหมายให้ทำการแทน

ข้อ ๑๙ ถ้าประธานกรรมการมูลนิธิและรองประธานกรรมการมูลนิธิไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการประชุมคราวหนึ่งคราวใดได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการมูลนิธิท่านใดท่านหนึ่ง เป็นประธานสำหรับการประชุมคราวนั้น

ข้อ ๒๐ เลขานุการมูลนิธิ มีหน้าที่ควบคุมกิจการ และดำเนินการประชุมของมูลนิธิ ติดต่อประสานงานทั่วไป รักษาระเบียบ ข้อบังคับของมูลนิธิ นัดประชุมกรรมการตามคำสั่งของประธานกรรมการมูลนิธิ และทำรายงานการประชุม ตลอดจนรายงานกิจการมูลนิธิ

ข้อ ๒๑ เหรัญญิก มีหน้าที่ควบคุมการเงิน ทรัพย์สินของมูลนิธิ ตลอดจนบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง และเป็นไปตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด

ข้อ ๒๒ สำหรับกรรมการตำแหน่งอื่น ๆ ให้มีหน้าที่ตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด โดยทำเป็นคำสั่งระบุอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน
ข้อ ๒๓ คณะกรรมการมูลนิธิ มีสิทธิเข้าร่วมประชุมกรรมการ หรืออนุกรรมการอื่น ๆ ของมูลนิธิได้

หมวดที่ ๗ อนุกรรมการ

ข้อ ๒๔ คณะกรรมการมูลนิธิ อาจแต่งตั้งหรือถอดถอนอนุกรรมการได้ ตามความเหมาะสมโดยจะแต่งตั้งให้เป็นอนุกรรมการ หรือเพื่อการใดเป็นกรณีพิเศษเฉพาะคราวก็ได้

ข้อ ๒๕ อนุกรรมการ อยู่ในตำแหน่งจนกว่าจะเสร็จงานที่ได้รับมอบหมายให้ทำ ตามระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนด และอนุกรรมการที่พ้นจากตำแหน่ง อาจได้รับการแต่งตั้งอีกก็ได้

๒๕.๑ อนุกรรมการ มีหน้าที่ดำเนินงานตามที่คณะกรรมการมูลนิธิมอบหมาย
๒๕.๒ อนุกรรมการ มีหน้าที่เสนอความคิดเห็นต่อคณะกรรมการมูลนิธิเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย

หมวดที่ ๘ การประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๒๖ คณะกรรมการมูลนิธิ จะต้องจัดให้มีการประชุมสามัญประจำปี ภายในเดือนมีนาคม อย่างน้อยปีละครั้ง และต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม

ข้อ ๒๗ การประชุมวิสามัญ อาจมีได้ เมื่อประธานกรรมการมูลนิธิ หรือ เมื่อคณะกรรมการมูลนิธิ ตั้งแต่ ๓ ท่านขึ้นไป แสดงความประสงค์ไปยังประธานกรรมการมูลนิธิ หรือผู้ทำการแทนขอให้มีการประชุม ก็ให้เรียกประชุมวิสามัญได้

ข้อ ๒๘ กำหนดการประชุมและองค์ประชุมของคณะอนุกรรมการ ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการมูลนิธิ กำหนดไว้ ซึ่งถ้ามิได้กำหนดไว้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประชุม ให้ คณะอนุกรรมการ ตกลงกันเอง และในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์ประชุม ให้ใช้ข้อ ๒๖ บังคับใช้ โดยอนุโลม

ข้อ ๒๙ ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการ หากมิได้มีข้อบังคับกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น มติของที่ประชุม ให้ถือเอาคะแนนเสียงข้างมากหรือเกินกึ่งหนึ่ง ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานกรรมการในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด กิจการใดที่เป็นงานประจำ หรือกิจการเล็กน้อย ประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจสั่งให้ใช้วิธีสอบถามมติทางหนังสือแทนการเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ แต่ประธานกรรมการมูลนิธิต้องรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิในคราวต่อไป ถึงมติและกิจการที่ได้ดำเนินการไปตามมตินั้น โดย กิจการใดที่จัดเป็นงานประจำ หรือเป็นกิจการเล็กน้อยหรือไม่นั้น ให้อยู่ในดุลยพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๓๐ ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ หรือคณะอนุกรรมการ ประธานกรรมการมูลนิธิ หรือประธานที่ประชุม มีอำนาจเชิญ หรืออนุญาตให้บุคคลที่เห็นสมควรเข้าร่วมประชุมได้ ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ทรงเกียรติ ตามข้อ ๑๖.๗, ๑๖.๘, และ ๑๖.๙ หรือผู้สังเกตการณ์ เพื่อให้คำปรึกษาหรือชี้แจงแก่ที่ประชุมได้

หมวดที่ ๙ การเงิน

ข้อ ๓๑ ประธานกรรมการมูลนิธิ หรือรองประธานกรรมการมูลนิธิ ในกรณีทำหน้าที่แทน มีอำนาจสั่งจ่ายเงินเพื่อกิจการของมูลนิธิได้ คราวละไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่าจำนวนดังกล่าว ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมาก หรือเกินกึ่งหนึ่ง เว้นแต่กรณีจำเป็นและเร่งด่วน ให้อยู่ในดุลยพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิที่จะอนุมัติให้จ่ายได้ แล้วรายงานให้คณะกรรมการมูลนิธิทราบในการประชุมคราวต่อไป

ข้อ ๓๒ เหรัญญิก มีอำนาจเก็บรักษาเงินสดได้ครั้งละไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท (สามพันบาทถ้วน)
ข้อ ๓๓ เงินสดของมูลนิธิหรือเอกสารสิทธิ ต้องนำไปฝากไว้กับธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่นใดที่รัฐบาลให้การค้ำประกันหรือซื้อพันธบัตรรัฐบาล แล้วแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร

ข้อ ๓๔ การเบิกจ่ายเงินของมูลนิธิ จะต้องเป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๓๕ การสั่งจ่ายเงินโดยเช็คหรือตั๋วสั่งจ่ายเงิน จะต้องมีลายมือชื่อของผู้มีสิทธิเบิกถอน จำนวน ๒ ใน ๓ ดังต่อไปนี้

๓๕.๑ ประธานกรรมการมูลนิธิ
๓๕.๒ เลขานุการหรือเหรัญญิก ลงนามทุกครั้ง จึงจะเบิกจ่ายได้

ข้อ ๓๖ ในการจ่ายเงินตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ รวมทั้งค่าใช้จ่ายประจำสำนักงาน ให้จ่ายเพียงดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินที่เป็นทุน และเงินที่มีผู้บริจาคโดยได้แสดงเจตนาให้เป็นเงินสมทบทุนโดยเฉพาะ และรายได้อันเกิดจากการจัดกิจกรรมของมูลนิธิ

ข้อ ๓๗ ให้คณะกรรมการมูลนิธิ วางระเบียบเกี่ยวกับการเงิน การบัญชีและทรัพย์สินของมูลนิธิ ตลอดจนกำหนดอำนาจหน้าที่ต่าง ๆ เกี่ยวกับการรับและจ่ายเงินนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ

ข้อ ๓๘ ให้คณะกรรมการมูลนิธิ กำหนดรอบระยะเวลาบัญชี และจัดทำรายงานสถานะการเงินของมูลนิธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่ผ่านมา เสนอต่อที่ประชุมในการประชุมสามัญประจำปี

หมวดที่ ๑๐ การแก้ไข เพิ่มเติมข้อบังคับของมูลนิธิ

ข้อ ๓๙ การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ จะกระทำได้โดยเฉพาะที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ ซึ่งต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด และการอนุมัติให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่เข้าประชุม

หมวดที่ ๑๑ การเลิกมูลนิธิ

ข้อ ๔๐ ถ้ามูลนิธิ ต้องเลิกล้มไปโดยมติของคณะกรรมการ หรือโดยเหตุใดก็ตาม ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลืออยู่ ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่วัดนายโรง

ข้อ ๔๑ การสิ้นสุดของมูลนิธินั้น นอกจากที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ให้มูลนิธิเป็นอันสิ้นสุดโดยมิต้องให้ศาลสั่งเลิกด้วยเหตุต่อไปนี้

๔๑.๑ เมื่อกรรมการมูลนิธิจำนวนสองในสามของกรรมการทั้งหมด มีมติให้ยกเลิก
๔๑.๒ เมื่อมูลนิธิไม่อาจสรรหากรรมการได้ครบตามจำนวนกรรมการที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ ข้อ ๙
๔๑.๓ เมื่อมูลนิธิไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ

หมวดที่ ๑๒ บทเบ็ดเตล็ด

ข้อ ๔๒ การตีความในข้อบังคับของมูลนิธิ หากเป็นที่สงสัย ให้คณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมาก หรือเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการที่มีอยู่ เป็นผู้ชี้ขาด

ข้อ ๔๒ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยมูลนิธิ มาใช้บังคับแทน ในเมื่อข้อบังคับของมูลนิธิไม่ได้กำหนดไว้

ข้อ ๔๔ มูลนิธินี้ ต้องไม่ดำเนินการหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน หรือเพื่อบุคคลใด นอกจากเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธินั่นเอง